สมาคมประกันวินาศภัยหวัง ประกันภัย สุขภาพขึ้นแผนแห่งชาติ

ใช้ระบบ ประกันภัย สุขภาพ ทดแทนภาระงบประมาณค่ารักษาพยาบาล กว่าปีละ 6 หมื่นล้านบาท ให้ธุรกิจ ประกันภัย เข้ารับความเสี่ยงแทน

สมาคมประกันวินาศภัย ฝากความหวัง สปช.ดัน ประกันภัย สุขภาพขึ้นแผนฯ แห่งชาติ หลังเสนอ ภาคธุรกิจรับความเสี่ยงผ่านระบบ ประกันภัย “สุขภาพ-พืชเกษตร” ปลดแอกงบประมาณแผ่นดิน ขณะที่รัฐเก็บภาษีแวตทางอ้อมอีกพันล้านต่อปี แต่หากเข็นไม่ขึ้นคาดใน 1-2 ปี อาจเห็นงบค่ารักษาพยาบาลสูงถึง 8 หมื่นล้าน

นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย เปิดเผยต่อกรณีที่สมาคมฯ ได้เสนอรายละเอียดแบบ ประกันภัย สุขภาพไปยังสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เพื่อผลักดันนโยบายภาครัฐ ใช้ระบบ ประกันภัย สุขภาพ ทดแทนภาระด้านงบประมาณในแต่ละปี พร้อมให้ธุรกิจประกันชีวิตและ ประกันภัย เข้าไปรับความเสี่ยงแทน เนื่องจากตัวเลขค่ารักษาพยาบาลปัจจุบันสูงกว่าปีละ 6 หมื่นล้านบาท โดยก่อนหน้านี้ สปช. มองเห็นถึงความสำคัญ จึงได้เสนอให้ภาคธุรกิจ ประกันภัย เสนอแผนรับมือกับความเสี่ยงแทน 2 ด้าน คือ

1. ด้านการ ประกันภัย สุขภาพ จากค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี ซึ่ง 5-10 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลต้องใช้งบประมาณอุดหนุนค่ารักษาพยาบาลแก่ข้าราชการ เฉลี่ยปีละ 2 หมื่นล้านบาท แต่ได้ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4 หมื่นล้านบาท และสูงสุดอยู่ที่ปีละ 6 หมื่นล้านบาทในปีที่ผ่านมา

2. ด้าน ประกันภัย พืชเกษตร โดยให้น้ำหนักไปที่โครงการ ประกันภัย พื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปี

อย่างไรก็ตามจะเห็นว่า ประเทศไทยกำลังประสบกับภาระทางงบประมาณอย่างมาก จึงมีแนวคิดที่จะให้ธุรกิจ ประกันภัย และธุรกิจประกันชีวิต เข้าไปรับความเสี่ยงจากค่ารักษาตรงนี้แทน โดยรับ ประกันภัย ในหมวดของการ ประกันภัย สุขภาพ ผ่านเครือข่ายการรักษาพยาบาลจากโรงพยาบาลคู่สัญญา โดยฝากให้เป็นการบ้านผ่านมายังสมาคมประกันวินาศภัย เพื่อกำหนดรูปแบบที่เหมาะสม ซึ่งขณะนี้รูปแบบการศึกษาได้เสร็จสิ้นแล้ว

ตอนนี้ทางสมาคมฯ ได้ศึกษาแล้วพบว่า ระยะแรกอาจใช้ระบบพึ่งพา ประกันภัย ในลักษณะแบ่งภัยออกมาเพียง 10-20% จากเงินงบประมาณด้านการรักษาพยาบาลของข้าราชการ หรือคิดเป็นเม็ดเงินที่จะเข้าสู่ระบบประกันสุขภาพ ที่ดำเนินงานโดยเอกชนประมาณ 6 พัน-1หมื่นล้านบาท เพื่อเป็นการทดลองระบบ เนื่องจากหากในอนาคต หากภาครัฐไม่มีการถ่ายโอนความเสี่ยงด้านการรักษาแล้ว จะมีความเป็นไปได้สูงที่ภาครัฐจะบีบลดงบประมาณ เพื่อไม่ให้เม็ดเงินขยายตัวเกินกว่าในปัจจุบัน และอาจส่งผลให้การรักษาจะมีประสิทธิภาพลดลง เนื่องจากปัจจัยประกอบเช่น ค่าแพทย์ ค่ายา ค่าห้อง ค่าผ่าตัด จะต้องถูกลดลงเพื่อให้งบประมาณไม่บานปลาย หรือจำกัดอยู่ให้อยู่ใกล้เคียง 6 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้หากประเมินจากโครงสร้างการเข้าไปให้บริการแล้ว ในระยะยาว ภาครัฐยังสามารถดำเนินการเก็บภาษีจากโครงการดังกล่าวออกเป็น 2 ขั้นตอน คือ 1.ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7% รวมถึงหากมียอด ประกันภัย เพิ่มสูงขึ้น รัฐบาลจะได้ภาษีทางอ้อมจากผลประกอบการของธุรกิจ ประกันภัย เพิ่มขึ้นอีกไม่ต่ำกว่า 1 พันล้านบาท

อย่างไรก็ดี ถ้าช่วยผลักดันให้ภาคธุรกิจเข้ามารับความเสี่ยงเพียงบางส่วน เพื่อลดภาระงบประมาณ โดยส่วนตัวเชื่อว่าอาจจะเห็นได้ในรัฐบาลปัจจุบัน แต่กรณีที่ภาคธุรกิจไม่ได้เข้ามารับความเสี่ยงนั้น แนวโน้มในระยะ 1-2 ปี อาจมีความเป็นไปได้ที่จะเห็นงบประมาณค่ารักษาพยาบาล สูงถึง 8 หมื่นล้านบาท นายอานนท์ กล่าวในที่สุด

ที่มา : อาร์วายทีไนน์

This entry was posted in ประกันภัย and tagged , , , . Bookmark the permalink.

Comments are closed.